ผู้เปี่ยมความมั่นใจ: ทำไมคนเก่งอาจแพ้ภัยความมั่น?

ผู้เปี่ยมความมั่นใจ: ทำไมคนเก่งอาจแพ้ภัยความมั่น?

รายงาน Global State of Scams 2025 จาก Global Anti-Scam Alliance (GASA) ซึ่งสำรวจผู้ใหญ่หลายหมื่นคนทั่วโลก พบว่า คนถึงประมาณ 69% เชื่อว่าตัวเองรู้ทันกลโกงหรือการสแกม ซึ่งฟังแล้วดูดีมาก เพราะเราอยู่ในยุคที่ข่าวสารไหลเร็ว การเตือนภัยทั่วถึง แต่ประโยคถัดมาคือ 43% ของคนกลุ่มนั้นกลับเคยโดนหลอกในปีที่ผ่านมา1

นอกจากนี้ รายงานในปีเดียวกันจาก Mastercard ชี้ว่า  Gen Z และ Millennials  มีอัตราการตกเป็นเหยื่อสูงกว่ากลุ่ม Baby Boomers ถึง 15-20% ในปี 2025 แม้จะมีความรู้ทางเทคนิคสูงกว่า เพราะความมั่นใจเกินไปทำให้พวกเขาลดการระวังตัวลง

ข้อมูลเหล่านี้ตรงข้ามกับการที่เราเชื่อว่า เหยื่อที่โดนหลอกมักเป็นคนไม่รู้เรื่อง ไม่ทันโลก ตรงกันข้าม หลายคนเรียนสูง ทำงานดี วิเคราะห์เก่ง และมีประสบการณ์ชีวิตพอสมควร โดยหนึ่งเหตุผลที่ทำให้คนกลุ่มนี้ตกหลุมพรางได้ อาจเกิดจาก “อคติความมั่นใจเกินจริง” ที่ทำให้คนกลุ่มนี้เป็นเหยื่อสแกมประเภท “ผู้เปี่ยมความมั่นใจ”2

ทั้งนี้ ความมั่นใจที่ว่า ไม่ได้เกิดจากการบอกตัวเองแบบโต้งๆ ว่า “คนอย่างฉันมันเทพเวอร์ ฉันไม่มีวันพลาดหรอก” เอาแค่ถ้าเราเผลอเชื่อว่า “ฉันดูออกเสมอ” แค่นี้แหละ มิจฉาชีพก็พร้อมเจาะจุดอ่อนนี้ทันที

หลายครั้งเราตัดสินใจผิดพลาดเพราะเรามี อคติจากความมั่นใจเกินจริง (Overconfidence Bias) ซึ่งคือแนวโน้มที่เราประเมินความสามารถของตัวเองสูงไปหน่อย โดยเฉพาะความสามารถในการดูความเสี่ยงหรือจับโกหก อาจเพราะในหน้าที่การงานและชีวิตประจำวัน เราอาจเป็นผู้นำองค์กร เราอาจมีบทบาทในการสอบความถูกต้องของลูกน้อง หรือเราต้องทำงานกับคนเยอะ จึงเชื่อว่าตนเองดูคนออก

ความเชื่อเกี่ยวกับตัวเองเหล่านี้ไม่ได้แปลว่าเราหลงตัวเองเสมอไป หลายครั้งมันดูมีหลักฐานรอบตัวยืนยันได้ว่าเราไม่ได้คิดไปคนเดียว … ซึ่งมันก็จริง แต่มันอาจเป็นความจริงที่ไม่ได้มีประโยชน์ในบางสถานการณ์ที่คุณควรจะยอมรับว่าคุณอาจคิดผิด

เพราะเมื่อไหร่ก็ตามที่คุณปักธงแล้วว่า “นี่ของจริง” “วิจารณญาณของฉันไม่เคยพลาด” ความฉลาดที่คุณมี อาจถูกนำมาใช้แบบกลับด้าน นั่นคือการใช้เหตุผลเพื่อพิสูจน์ว่า “คุณคิดไม่ผิดแน่นอน” และและนี่แหละจุดเริ่มต้นของความหายนะ

เพราะอคติความมั่นใจเกินจริงมักทำงานคู่กับอคติอื่นแบบมีแพ็กเกจตามมา

  • หนึ่งคือ เชื่อจากข้อมูลแรกที่ดูน่าเชื่อถือ  (Anchoring Bias) เช่น ถ้าตอนแรกประวัติดูดี มีผลตอบแทนช่วงต้นให้เห็นจริงๆ หรือได้ยินคำรับรองจากคนที่ดูมีตำแหน่งแห่งที่ ประสบการณ์ดีๆ และความสำเร็จในตอนต้นเหล่านี้ จะกลายเป็นหมุดยึดในหัวทันที ซึ่งพอเราอยากจะเชื่อแล้วว่าเราคิดไม่ผิด ต่อให้มีสัญญาณเตือนเพิ่มเข้ามา เราก็อาจไม่ได้ใส่ใจมันมากนัก เพราะช่วงเวลาในการสงสัยมันจบลงไปตอนเห็นผลลัพธ์แรกเริ่มแล้ว
  • สองคือ เลือกเห็นเฉพาะข้อมูลที่เราอยากเชื่อ (Confirmation Bias) เช่น เวลาที่มีคนทักท้วงหรือทั้งคำถาม แทนที่เราจะตอบตามหลักการ เราอาจเลือกพูดเฉพาะส่วนที่เราอยากให้เกิด ให้น้ำหนักกับจุดที่ดูดี และอธิบายจุดที่ดูแปลกด้วยเหตุผลต่างๆ นาทีนี้ทักษะการวิเคราะห์ที่เคยภูมิใจ กลายเป็นเครื่องมือสร้างเหตุผลเข้าข้างตัวเองอย่างสุภาพ… นั่นแหละ เพราะคุณไม่อยากคิดผิด
  • สามคือ การจำได้แต่เรื่องดีๆ (Availability Bias) ซึ่งเป็นธรรมชาติของคนเราในการจำได้ชัดว่าครั้งไหนบ้างที่คุณตัดสินใจถูกและรู้สึกดีกับมัน แต่คนเรามักไม่ค่อยใส่ใจหรือมาไล่นับหรอกว่าเราเคยพลาดไปกี่ครั้ง เพราะความทรงจำดันคัดสรรเฉพาะเรื่องที่ทำให้เราดูฉลาดมานำเสนอกับตัวเองและลืมจุดบอดอื่นๆ ของตัวเองไป

ทางออกทางหนึ่งคือฝึกเติม “ช่วงหน่วง” เล็ก ๆ เข้าไปในกระบวนการคิด เช่น เมื่อเจอข้อเสนอที่ดูดีมาก ลองถามว่า อะไรคือเหตุผลที่มันอาจไม่จริง ลองหาข้อมูลที่ขัดกับสิ่งที่เราอยากเชื่อ หรือส่งให้คนที่ไม่ได้ตื่นเต้นไปกับเราช่วยดูอีกที

เพราะบางที จุดบอดที่อันตรายที่สุด ไม่ใช่การไม่รู้ แต่คือการรู้สึกว่าเรารู้พอแล้ว และในโลกที่ทุกอย่างถูกออกแบบมาให้เรารู้สึกมั่นใจ การกล้าสงสัยตัวเองนิด ๆ อาจเป็นความฉลาดแบบใหม่ที่สำคัญกว่าเดิมก็เป็นได้

  1. F-Secure, Scam Intelligence & Impacts Report 2025, October 1, 2025, 9–13, https://www.f-secure.com/en/partners/insights/scam-intelligence-and-impacts-report-2025. ↩︎
  2.  Nabi Asia. 2026. “Why Smart People Still Fall for Scams (Profile 1: The Overconfident Thinker).” Psychology of Scams. March 2, 2026. https://www.nabiasia.org/2026/03/psy/58/.  
    ↩︎