ภายในห้องทำงานของสแกมเมอร์ จิตวิทยายังถูกใช้เพื่อควบคุมพฤติกรรมของคนงาน ตั้งแต่การสร้างแรงจูงใจ การกดดัน ไปจนถึงการทำให้ความเสี่ยงดูเป็นเรื่องปกติ พวกเขาไม่เคยรับสมัครงานด้วยคำอย่าง “มาหลอกคนกันไหม” แต่ใช้คำอย่าง “แอดมินหลังบ้าน” “เจ้าหน้าที่ดูแลลูกค้า” หรือ “ฝ่ายประสานงานออนไลน์” ขณะที่เงินที่ได้จากการหลอกลวงถูกเรียกว่า “ทำยอด” แทนคำว่าเงินที่เอามาจากผู้อื่น
ไม่ว่าจะถูกหลอก หรือเต็มใจไป คนที่ไปถึงศูนย์สแกมเมอร์ย่อมพบว่างานที่ถูกชวนมาทำนั้น “ไม่เหมือนอย่างที่คิดเอาไว้”
หนึ่งในกลไกสำคัญที่ทำให้ฟันเฟืองเหล่านี้ไม่ต่อต้านสิ่งที่ตัวเองต้องทำ คือ กลไก“ละวางจริยธรรม” (Moral Disengagement) ซึ่งเป็นกลไกที่ทำให้เราเชื่อว่า “เราสามารถวางจริยธรรมลงชั่วคราวได้ ในสถานการณ์ที่เหมาะสม” ซึ่งทำให้คนเราสามารถทำสิ่งที่กระทบผู้อื่นได้ โดยไม่รู้สึกว่าตัวเองกำลังทำผิดอย่างชัดเจน และกลไกนี้ไม่ได้เกิดกับคนบางประเภทเท่านั้น แต่สามารถเกิดขึ้นได้กับทุกคน ผ่านการออกแบบสถานการณ์ เช่น
แบ่งความผิดออกเป็นท่อนๆ
หลายคนอาจจะคิดว่างานของสแกมเมอร์คือการที่มี 1 คน รับจบ ตั้งแต่หาข้อมูล วางกับดัก คุยกับเหยื่อ บริหารไลน์กลุ่ม พอหลอกได้ก็รับเงิน แต่ที่จริงแล้วอุตสาหกรรมสแกมเมอร์ทำงานแบบอุตสาหกรรมจริงๆ คือมีงานทั้งส่วนที่ไม่ต้องติดต่อกับเหยื่อเลย อย่างการหาซื้อข้อมูล การโพสและตอบคำถามคนที่สนใจข้อเสนอ การสร้างความสัมพันธ์ การนับยอดเก็บตังค์และรายงานหัวหน้า ไปจนถึงการดูแลระบบไอที
ฉะนั้นหากแบ่งเป็นแผนกแล้ว ก็แทบจะไม่มีใครเห็นภาพรวมของความผิดทั้งหมด คนจำนวนหนึ่งจึงแทบไม่รู้ว่าตนเองกำลังทำงานให้อาชญากรรมในช่วงแรก บางคนใช้เวลาราวสัปดาห์หรือหลักเดือนกว่าจะเริ่มสงสัย
การแบ่งหน้าที่แบบนี้ยังช่วยทำให้สิ่งที่ควรถูกตั้งคำถามดูเหมือนเป็นงานระบบทั่วไป ไม่ใช่การมีส่วนในขบวนการทำร้ายใครโดยตรง1 และหล่อเลี้ยงให้คนที่ตั้งใจมารับงาน “สีเทา” ยังทำงานต่อไปได้โดยไม่ต่อต้านหรืออกแตกตายเพราะความขัดแย้งในใจไปก่อน
ลดทอนความเป็นมนุษย์
สแกมเมอร์ไม่ได้เรียกเหยื่อว่าเหยื่อ แต่เรียกว่า “ลูกค้า” “แอคเคาท์” “ไอดี” “บีญชีผู้ใช้” ซึ่งทำให้เกิดความรู้สึกว่าอีกฝ่ายไม่ได้มีตัวตนเป็นคนที่จะได้ผลกระทบ โดยสแกมเมอร์ได้สร้างคำเหล่านี้มาเพื่อให้คนในระบบไม่รู้สึกต่อต้านหรือสับสน รวมถึงเป็นการเพิ่มระยะห่างของความเห็นอกเห็นใจต่อผู้เสียหาย
ยิ่งไปกว่านั้น เมื่อบทสนทนาเกิดขึ้นผ่านตัวอักษร หน้าจอ และตัวเลข สมองของมนุษย์จะมองผู้เสียหายเป็นแค่ “ข้อมูล” ทำให้ความรู้สึกเชื่อมโยงทางอารมณ์ค่อย ๆ หายไป ส่งผลให้ความเห็นอกเห็นใจลดลง
ทำให้เชื่อว่ามาอยู่ตรงนี้เพราะเลือกเอง
หลายคนที่เข้าไปทำงานในระบบเหล่านี้เข้าไปพร้อมแรงกดดันทางการเงิน หนี้สิน หรือความรับผิดชอบต่อครอบครัว สแกมเมอร์ใช้เหตุผลเหล่านี้มาเป็นชนักปักหลังในการป้องกันไม่ได้คนที่หลุดออกไปร่วมมือกับทางการ เช่น ถ้าออกไปเพราะไถ่ตัว จะเอาเงินที่ไหนมาไถ่ถ้าไม่ได้หลอกคนอื่น2
จิตวิทยาของการใช้คำ และเรื่องเล่า จึงเป็นเรื่องที่ทรงพลัง เพราะมันมีบทบาทในการควบคุม ปกปิด และปั่นหัวคนได้ทุกระดับ ตั้งแต่คนที่ถูกหลอกเอาเงิน ถูกหลอกไปทำงานผิดกฎหมาย ไปจนถึงคนในสังคมที่ถูกทำให้เข้าใจว่า เหยื่อบางลักษณะก็ไม่สมควรได้รับความช่วยเหลือ
อุตสาหกรรมนี้เติบโตได้เพราะความเชี่ยวชาญในการควบคุมเรื่องเล่า (Narrative) การรู้เท่าทันจึงไม่ใช่รู้เพื่อเอาไปการกล่าวโทษใคร แต่คือการป้องกันไม่ให้ระบบแบบนี้ดึงคนเข้าไปเพิ่ม ทั้งในฐานะเหยื่อที่เสียเงิน และในฐานะเหยื่อของกระบวนการ รวมถึงนำไปสู่การปกป้องคุ้มครองคนที่เหลือรอดออกมา “เล่า” ให้สังคมเราเท่าทันมันยิ่งขึ้น
- Decrop, Romain, Emma Rodgers, Paul J. Frick, Laurence Steinberg, and Elizabeth Cauffman. “Why Bother? There’s Always Another Question: Shortening Bandura’s Mechanisms of Moral Disengagement Scale.” Assessment (2026). https://doi.org/10.1177/10731911251407472. ↩︎
- Nabi Asia. 2026. “Just a Casino Admin: How Self Deception Makes Crime Feel Clean (Mind Trap 1: Moral Disengagement).” Psychology of Scams. March 2, 2026. https://www.nabiasia.org/2026/03/psy/84/. ↩︎