งานวิจัยชี้ให้เห็นว่าเหยื่อในอุตสาหกรรมสแกมเมอร์แตกต่างจากเหยื่อการค้าแรงงานในอดีต (เช่น แรงงานประมงหรือก่อสร้าง) แต่เป็นคนกลุ่มที่จบปริญญา หรือมีความสามารถด้านภาษาและเทคโนโลยี ที่ถูกหลอกล่อผ่านการสมัครงานปลอม และเมื่อไปถึงก็ถูกบังคับให้ร่วมก่ออาชญากรรม
ประเด็นสำคัญก็คือ เมื่อไปถึงแล้ว ย่อมมีจุดหนึ่งที่คนเหล่านี้รู้ว่ามีอะไรไม่ชอบมาพากล แต่สแกมเมอร์ควบคุมพวกเขาอย่างไร?
บทความวิจัยของ Franceschini และคณะ (2024) เรื่อง “A New Type of Victim?” ได้เจาะลึกถึงลักษณะของ “เหยื่อ” ในอุตสาหกรรมสแกมในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (โดยเฉพาะในกัมพูชา ลาว และเมียนมา) ว่ากลุ่มคนที่ถูกล่อลวงไปนั้น ส่วนหนึ่งถูกล่อลวงด้วย “โอกาสในหน้าที่การงาน” หรือการขยับฐานะทางสังคมที่หาไม่ได้ในประเทศบ้านเกิดหลังช่วงโควิด-19
การเข้าสู่วงจรไม่ได้เริ่มจากการลักพาตัว แต่เริ่มจากการ “สมัครงาน” ที่ดูถูกกฎหมายผ่านโซเชียลมีเดีย เหยื่อยอมเดินทางข้ามพรมแดนด้วยความสมัครใจในตอนแรก เพราะหลงเชื่อในสัญญาจ้าง หรือเดินทางพร้อมคนอื่นๆ ที่รู้จักกันมาก่อน แต่เมื่อไปถึง เหยื่อก็ต้องเผชิญกับภาวะจำยอมทางศีลธรรม (Moral Dilemma) เพราะพวกเขาถูกบังคับให้กลายเป็น “สแกมเมอร์” เพื่อเอาชีวิตรอด1
งานวิจัยชี้ว่า กลุ่มอาชญากรไม่ได้ใช้เพียงกำลังบังคับ แต่ใช้กลไกที่ซับซ้อนกว่านั้น:
จิตวิทยารวมหมู่
หนึ่งในเหยื่อที่รอดออกมาเล่าว่า ภายในศูนย์สแกมเมอร์หนึ่ง นอกจากการบีบบังคับทางกายหรืออิสรภาพ ยังมีการบังคับจิตใจให้คนที่อยู่ข้างในต้องแสดงออกว่าตนมีความสุขกับงานที่ทำ คนที่ร้องไห้หรือแสดงออกในเชิงที่จะทำให้คนอื่นลำบากใจไปด้วยมักถูกลงโทษ รวมถึงพวกเขายังคอยพูดกับเหยื่อว่า “ถ้าพวกเธอดีจริง ๆ พวกเธอไม่ต้องมาทำอะไรแบบนี้ที่นี่แต่แรก”
นอกจากนี้ งานวิจัยยังชี้ว่า ขบวนการเหล่านี้ได้อ้างค่าธรรมเนียมการเดินทางและที่พักที่เหยื่อต้องทำงานชดใช้ รวมถึงยึดหนังสือเดินทางและโทรศัพท์ หรือจำกัดการสื่อสารกับโลกภายนอก เพื่อให้เหยื่อรู้สึกว่าไม่มีทางเลือก
เปลี่ยนมุมมองของเรื่องเล่า
หนึ่งในกลไกที่สแกมเมอร์ใช้ลดแรงต้านในคนทำงาน คือ การเปลี่ยนโฟกัสของเรื่องเล่า บทสนทนาในศูนย์สแกมเมอร์ไม่ได้โฟกัสว่าใครเสียหายเท่าไหร่บ้าง แต่พูดถึงว่า “วันนี้ทีมทำงานสำเร็จอย่างไร” “คนในแผนกจะได้โบนัสเท่าไหร่” “การมาอยู่ตรงนี้ คือการเสียสละเพื่อภาระทางบ้านอย่างไร”2
และเพราะทุกขั้นตอนกลโกงได้ถูกออกแบบมาอย่างประณีตตามหลักจิตวิทยา อย่างเช่น การเรียกเหยื่อที่โดนหลอกว่า “ลูกค้า” หรือ เรียกแทนด้วย “ตัวเลข” จะทำให้กลไกสมองมองไม่เห็นความเป็นมนุษย์ของอีกฝ่าย รวม
นอกจากนี้เหยื่อที่ทำงานในศูนย์สแกมเมอร์ยังเล่าว่าตนได้รับ “ชื่อใหม่” ตามตัวละครปลอมที่ตนต้องใช้ในการหลอกคนอื่น ส่วนหนึ่งก็เพื่อให้เรื่องโกหกนั้นสมจริง และส่วนหนึ่งก็เพื่อสร้างระยะห่างกับตัวตนที่แท้จริง เพื่อลดแรงต้านในใจด้วย
ไม่ทำให้สิ้นหวังทั้งหมด แต่ทำให้ดูพอจะจัดการได้
สแกมเมอร์รู้วิธีควบคุมคนเป็นอย่างดี พวกเขารู้ว่าควรกดดันคนเท่าไหร่ถึงจะเหมาะสมและเกิดประโยชน์สูงสุด เช่น หากทำยอดถึง หาค่าไถ่ตัวมาได้ หรือหาคนมาแทนได้ ก็จะยอมให้ออกไปพร้อมชนักปักหลังว่าเป็นผู้สมรู้ร่วมคิด
จากองค์ประกอบเหล่านี้ เราจะเห็นว่า อุตสาหกรรมสแกมเมอร์ไม่ได้บีบบังคับผู้ร่วมขบวนการด้วยความโหดร้ายหรือความรุนแรงเสมอไป แต่เป็นการชักจูงด้วยกลลวงทางจิตวิทยา ผ่านวิธีการหว่านล้อมให้ดูเหมือนพวกเขาไม่มีทางเลือกอื่น
และเมื่อตัวเลือกไม่เหลือ ทางใดก็ตามที่จะทำให้รอดย่อมถูกเลือก แม้วิธีการอาจจะไม่ขาวสะอาดนักก็ตาม
- Franceschini, Ivan, Lili Li, Yi Hu, and Marco Bo. “A New Type of Victim? Profiling Survivors of Modern Slavery in the Online Scam Industry in Southeast Asia.” Trends in Organized Crime (2024). https://doi.org/10.1007/s12117-024-09552-2. ↩︎
- Nabi Asia. 2026. “Help the Family First, Think Later – The Pressure to Provide (Mind Trap 2: The Pressure to Provide).” Psychology of Scams. March 2, 2026. https://www.nabiasia.org/2026/03/psy/86/.
↩︎