เมื่อการหลอกลวงพัฒนาการจาก “เอาเงิน” ไปสู่การ “เอาคน”: คนที่ไม่มีเงิน ตกเป็นเป้าหมายสแกมเมอร์ได้อย่างไร?

เวลาพูดถึงสแกมเมอร์ หลายคนมักนึกถึงภาพง่าย ๆ คือ “การหลอกเอาเงิน” แต่ในความเป็นจริง สิ่งที่เกิดขึ้นในปัจจุบันซับซ้อนกว่านั้นมาก เพราะอุตสาหกรรมสแกมไม่ได้ต้องการแค่เงินจากเหยื่อ แต่ต้องการ “คน” เข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของระบบด้วย

หนึ่งในรูปแบบที่รุนแรงที่สุดคือการหลอกคนไปทำงาน

โดยเฉพาะกลุ่มคนหางาน เด็กจบใหม่ หรือคนที่กำลังมีภาระทางการเงิน ผ่านประกาศรับสมัครงานที่ดูปกติ เช่น แอดมิน ดูแลลูกค้า หรือประสานงานออนไลน์ รายได้ดี เริ่มงานได้ทันที แต่เมื่อไปถึงสถานที่จริงกลับถูกยึดเอกสาร ถูกจำกัดอิสรภาพ และถูกบังคับให้ทำงานหลอกคนอื่นในศูนย์สแกมเมอร์ สิ่งที่เริ่มต้นจาก “โอกาส” จึงกลายเป็นการถูกควบคุม และในหลายกรณีเชื่อมโยงกับการค้ามนุษย์โดยตรง1

ในขณะเดียวกัน ยังมีรูปแบบที่แค่เข้าไปพัวพัน และไม่ต้องทำความผิดโดยตรง

อุตสาหกรรมสแกมเมอร์ไม่ได้บีบบังคับผู้ร่วมขบวนการด้วยความโหดร้ายหรือความรุนแรงเสมอไป แต่เป็นการชักจูงด้วยกลลวงทางจิตวิทยา เช่น การพาขึ้นรถไปยังสถานที่ที่ไม่คุ้นเคย การบังคับให้ตัดสินใจในนาทีนั้น หรือการให้ทำธุรกรรมที่เจ้าตัวก็ไม่เท่าทันว่ามันคือธุรกรรมอะไร เช่น เช่น การชวนให้เปิดบัญชีธนาคาร การให้ยืมชื่อ หรือการสแกนใบหน้าและข้อมูลส่วนตัว โดยอ้างว่าเป็นขั้นตอนของงานหรือการสมัครบริการ

สิ่งเหล่านี้อาจดูเล็กน้อยในตอนแรก แต่ข้อมูลและบัญชีเหล่านั้นจะถูกนำไปใช้เป็น “ทางผ่าน” ในการรับโอนเงินที่ได้จากการหลอกลวง ทำให้เจ้าของบัญชีกลายเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการฟอกเงิน และในหลายกรณีอาจต้องรับผิดทางกฎหมายโดยไม่ได้ตั้งใจ2

หรืออีกบทบาทที่สำคัญไม่แพ้กัน คือ “การเป็นนายหน้าหาคนงาน” บางคนได้รับการว่าจ้างให้โพสต์หางาน แชร์โอกาส ช่วยสัมภาษณ์ ช่วยจัดการเดินทาง หรือชวนคนเข้ากลุ่ม โดยคิดว่าเป็นงานทั่วไป แต่แท้จริงแล้วเป็นส่วนหนึ่งของการสรรหาคนเข้าสู่ศูนย์สแกมเมอร์

จะเห็นว่า อุตสาหกรรมสแกมไม่ได้ทำงานแบบสุ่ม แต่ทำงานเหมือนระบบที่มีโครงสร้าง มีการแบ่งหน้าที่ และสามารถใช้คนในบทบาทต่าง ๆ ได้ตามสิ่งที่แต่ละคน “มี”

เมื่อคนหนึ่งถูกดึงเข้าไปอยู่ในระบบแล้ว เขาอาจไม่ได้มีอิสระในการกำหนดชะตาของตัวเองอีกต่อไป ในบางกรณี คนเหล่านี้สามารถถูก “ซื้อขาย” หรือส่งต่อระหว่างเครือข่าย โดยมูลค่าถูกประเมินจากสิ่งที่เขาทำได้ เช่น ยิ่งมีทักษะสูง เช่น พูดได้หลายภาษา หรือสามารถสร้างความน่าเชื่อถือได้ดี ก็ยิ่งมี “มูลค่า” มากขึ้นในสายตาของระบบ

ร้ายไปกว่านั้น เมื่อคนหนึ่งไม่สามารถทำงานหรือสร้างมูลค่าในระบบได้ เขาอาจไม่ได้ถูกมองว่าเป็นเพียงแรงงานที่ล้มเหลว แต่ถูกลดทอนสถานะลงไปเป็นเพียง “ทรัพยากร” ที่ยังสามารถถูกใช้ประโยชน์ในอุตสาหกรรมอื่นที่เกี่ยวข้องกันได้ เช่น การตัดอวัยวะ การสวมอัตลักษณ์ ฯลฯ

การทำความเข้าใจปรากฏการณ์นี้จึงไม่ใช่เพื่อสร้างความตื่นตระหนก แต่เพื่อเปลี่ยนมุมมองของเรา จากการระวังเพียงการสูญเสียเงิน ไปสู่การตระหนักว่าขอบเขตความเสียหายขยายไปได้กว้างแค่ไหน

  1. United Nations Office on Drugs and Crime. (2024). Human trafficking for forced criminality in scam operations. ↩︎
  2. Financial Action Task Force. (2022). Money laundering risks from online fraud and scams. ↩︎