คนที่ไม่ได้ตั้งใจเป็นสแกมเมอร์ กลายเป็นส่วนหนึ่งของอุตสาหกรรมสแกมเมอร์ได้อย่างไร

สังคมมักนึกถึงภาพสแกมเมอร์เป็นคนคนหนึ่ง นั่งหลังจอคอมพิวเตอร์ กำลังรอขโมยเงินเหยื่อด้วยความสะใจ  แต่ในความเป็นจริง “ระบบหลังบ้าน” ของอุตสาหกรรมนี้ที่ถูกออกแบบมาอย่างแยบยล และที่สำคัญคือ คนจำนวนไม่น้อยในระบบนี้อาจไม่เคยรู้ตัวเลยว่า สิ่งที่พวกเขาทำนั้นมีส่วนเชื่อมโยงกับเครือข่ายอาชญากรรม

อุตสาหกรรมสแกมเมอร์ไม่ได้ขับเคลื่อนด้วยการกระทำผิดของคนคนเดียว แต่มันพึ่งพาระบบการทำงานที่เป็นขั้นเป็นตอน

หากบริษัททั่วไปมีการแบ่งหน้าที่และบทบาทความรับผิดชอบออกเป็นส่วนย่อย ๆ เช่น คนประกาศรับสมัคร คนคุยกับลูกค้า ทีมดูแลระบบ ทีมจัดการบัญชี หรือทำเอกสาร แต่ละหน้าที่แยกกันทำตัวใครตัวมัน เรารู้งานเฉพาะในส่วนที่เราทำ สิ่งที่เกิดขึ้นในศูนย์สแกมเมอร์ก็มีลักษณะไม่ต่างกัน

งานที่ดูปกติ อาจไม่ปกติอย่างที่คิด

หลายคนไม่ได้หลอกใคร ไม่ได้คุยกับเหยื่อ และไม่ได้แตะเงินที่ถูกโกงโดยตรง แต่สิ่งที่พวกเขาทำกลับกลายเป็น “ชิ้นส่วนสำคัญ” ของระบบโดยไม่รู้ตัว ซึ่งจุดเริ่มต้นมักไม่ได้ดูน่ากังวล หากเริ่มตั้งแต่ “ต้นทาง” ที่ดูเหมือนปกติที่สุด เช่นแพลตฟอร์มหางาน เว็บไซต์สมัครงาน หรือแม้แต่โพสต์ในโซเชียลมีเดียที่มีสมาชิกกลุ่มจำนวนมาก1

  • ข้อเสนอมาในรูปแบบของงานทั่วไป เช่น งานออนไลน์ งานแอดมิน งานช่วยสมัครบริการ ด้วยเงินเดือนที่ไม่สูงเกินไป แถมพื้นที่ตั้งบริษัทที่ก็ไม่ได้อยู่ในพื้นที่เสี่ยง
  • หรือแม้แต่การ “ยืนยันตัวตน” ให้กับระบบบางอย่าง บางคนถูกขอให้สแกนใบหน้า บางคนถูกขอให้ส่งข้อมูลส่วนตัว หรือเปิดบัญชีเพื่อรับเงินเดือน ทุกอย่างดูเหมือนเป็นขั้นตอนเล็ก ๆ ที่ไม่มีอะไรผิดปกติ และไม่มีจุดไหนที่บอกชัดว่าสิ่งนี้เกี่ยวข้องกับการหลอกลวง2

แต่ข้อมูลอย่างใบหน้า บัตรประชาชน หรือบัญชีธนาคาร อาจถูกนำไปเปิดบัญชี สร้างตัวตนปลอม หรือใช้เป็นทางผ่านของเงินได้

ซึ่งในมุมของคนที่ให้ข้อมูลไป อาจรู้สึกว่า “ไม่ได้ทำอะไรผิด” แต่ในมุมของระบบ นั่นคือการเติมทรัพยากรให้กระบวนการทำงานดำเนินต่อไป ซึ่งสิ่งที่ทำให้อุตสาหกรรมนี้ทำงานได้อย่างแนบเนียน คือการแบ่งงานออกเป็นส่วนย่อย

หรือเมื่อไปถึงที่ทำงานแล้ว ทุกอย่างดูปกติดี แผนกหนึ่งหาคน แผนกหนึ่งเก็บข้อมูล แผนกหนึ่งใช้ข้อมูล และอีกคนหนึ่งนำข้อมูลไปโน้มน้าว “ลูกค้า” และเมื่อแต่ละคนเห็นเพียงหน้าที่ของตัวเอง ก็ไม่เห็นภาพรวมทั้งหมด และเมื่อไม่มีใครเห็นทั้งระบบ ก็ไม่มีใครรู้ตัวว่าตัวเองกำลังทำผิด จนกว่าเวลาจะผ่านไปแล้วสักระยะ

การมีส่วนร่วมในระบบนี้จึงมักเกิดขึ้นก่อนที่ความเข้าใจจะตามมา บางคนเริ่มสงสัยเมื่อผ่านไปแล้วสักระยะ บางคนรู้ตัวเมื่อสายเกินไป และบางคนอาจไม่เคยรู้เลยด้วยซ้ำ

อุตสาหกรรมสแกมเมอร์ไม่ได้ต้องการเพียงคนที่ตั้งใจหลอกลวง แต่ต้องการคนจำนวนมากมาทำหน้าที่เล็ก ๆ ที่ดูไม่อันตราย เพราะยิ่งมีคนเกี่ยวข้องมากเท่าไร ระบบก็ยิ่งกระจายตัว และยากต่อการมองเห็นหรือหยุดยั้ง



ในโลกแบบนี้ คำถามจึงอาจไม่ใช่แค่ว่าเราจะไม่ถูกหลอกได้อย่างไร แต่คือเราจะไม่ถูกใช้ โดยที่ไม่รู้ตัวได้อย่างไร เพราะบางครั้ง การเข้าไปมีส่วนร่วมในอาชญากรรม ไม่ได้เริ่มจากความตั้งใจ แต่เริ่มจากสิ่งที่ดูเหมือน “โอกาสธรรมดา” เท่านั้นเอง

  1. United Nations Office on Drugs and Crime. (2024). Human trafficking for forced criminality in scam operations. https://www.unodc.org
    ↩︎
  2. สำนักงานตำรวจแห่งชาติ. (2566). เตือนภัยบัญชีม้าและการใช้ข้อมูลส่วนบุคคลในอาชญากรรมออนไลน์. ↩︎