สแกมเมอร์ทำให้งานที่ดูเสี่ยง กลายเป็นงานที่พอจะจัดการความเสี่ยงได้อย่างไร

หลายคนชอบจินตนาการว่า คนที่ตัดสินใจเข้าไปทำงานสแกมเมอร์เริ่มจากการตื่นเช้ามาแล้วพูดกับตัวเองว่า “เอาล่ะ ฉันจะเป็นสแกมเมอร์ให้ได้เลย” แต่ความจริงมันไม่ดราม่าขนาดนั้น และไม่ได้แยกชัดเป็นสีขาวสีดำอย่างที่เราเชื่อ… และนั่นแหละคือสิ่งที่น่ากลัว

ทฤษฎี “หลักฐานทางสังคม” (Social Proof) ชี้ว่า เมื่อพฤติกรรมใดถูกเห็นบ่อย ๆ สมองจะเริ่มตีความว่ามันคือ “ความปกติ”

สำหรับคนจำนวนหนึ่ง โดยเฉพาะคนที่ไม่ได้ถูกบังคับ แต่ “เหมือนจะตั้งใจเข้าไปเอง” การเข้าสู่เส้นทางนี้ไม่ได้เริ่มจากคำชวนว่า “มาเป็นแสกมเมอร์กันไหม” แต่มันมีวิธีเชิญชวนที่แนบเนียนผ่านการ “ทำให้เห็นว่าปกติ” ซึ่งพอเราเลิกสงสัย สมองจะเริ่มถามว่า “คนอื่นทำกันไหม”1 โดยสถานการณ์ด้านล่างนี้เป็นสถานการณ์ตัวอย่าง ที่อาจเกิดขึ้นในพื้นที่ใดพื้นที่หนึ่งของสังคม โดยไม่มีใครในเรื่องนี้พูดคำว่า “สแกมเมอร์” ขึ้นมาเลย2

  1. อ้างอิงจากคนที่ดูคล้ายเรา

นึกภาพว่าบริษัทที่คุณทำงานอยู่ปิดตัวลง คุณกลับไปอยู่บ้านพ่อแม่ชั่วคราวระหว่างหางานใหม่ จนวันหนึ่ง ครอบครัวของคุณเริ่มพูดถึงลูกข้างบ้านที่ไปทำงานต่างประเทศได้ไม่นานแล้วมีเงินสร้างบ้านให้พ่อแม่ ลึกๆ คุณแอบรู้สึกว่า เพื่อนคนนั้นไม่ได้เก่งหรือดีเด่นไปกว่าคุณสักเท่าไหร่ การมีตัวอย่างของคนที่คล้ายๆ กับตัวเอง ช่วยหล่อหลอมให้เกิดความเชื่อว่า “หรือเราก็น่าจะทำแบบนั้นได้”

  1. ทำรางวัลให้เห็นตรงหน้า

ต่อมา โอกาสได้กินเลี้ยงกันในงานของหมู่บ้าน เพื่อนคนนั้นนอกจากจะทำบ้านให้พ่อแม่แล้ว ยังเลี้ยงอาหารเพื่อนๆ ทั้งโต๊ะด้วยเพราะไม่ได้เจอกันมาหลายปี คุณได้เรียนรู้ว่าเพื่อนคนนั้นไปทำงานบริการลูกค้าออนไลน์ให้กับบริษัทเทค เขาบอกคุณว่า ถ้าตอนนั้นไม่ลองออกนอกคอมฟอร์ตโซน หรือไม่ยอมเสี่ยงดู ชีวิตก็คงไม่เปลี่ยนไปขนาดนี้ 

  1. หาความชอบธรรม

คุณตะหงิดๆ ในใจนิดหน่อย ว่างานนั้นอาจมีอะไรไม่ชอบมาพากล คุณตัดสินใจใช้เวลาส่วนตัวตอนที่อยู่กันสองคนถามเพื่อนตรงๆ ว่าเป็นงานสีเทาไหม โดยเพื่อนคนนั้นก็ตอบอย่างเปิดใจว่า “เป็นแพลตฟอร์มคริปโต แต่ในทางปฏิบัติคนก็เข้าไปเก็งกำไรกันคล้ายๆ บ่อน ไม่ได้เทาขนาดนั้น แต่ก็ไม่ใช่เว็บที่ได้รับการรับรองตามกฎหมาย” คุณแอบอึ้งนิดหน่อยที่เพื่อนดูตอบตรง แต่ก็โล่งใจที่เพื่อนเราไม่ใช่แก๊งคอลเซ็นเตอร์แบบในข่าว

เพื่อนคนนั้นยังบอกอีกว่า “บริษัทฯ เน้นผลงานมากกว่าวุฒิการศึกษา ไปถึงก็มีคนสอนงาน ถ้าผลงานดีก็เงินดี ถ้ายังทำแบบเดิมๆ คงมาไม่ไกลเท่านี้”

  1. ทำเป็นล่ำเป็นสัน

แรกๆ คุณยังไม่สนใจไปทำงานกับเพื่อน แต่เมื่ออยู่ในสภาพแวดล้อมเหล่านี้ไปนานๆ หรือเห็นว่ามีคนอื่นกลับมาช่วยยืนยันว่า “ความสำเร็จ” แบบนี้มีอยู่จริงๆ แถมผู้ใหญ่ในชุมชนก็ยอมรับ จากที่คุณกังขาว่า “เขาทำงานอะไร” จะค่อยๆ เปลี่ยนเป็น “งานยากหรือเสี่ยงแค่ไหน” และนำไปสู่การถามว่า “คุ้มมั้ยที่จะลองดู”

สแกมเมอร์ตั้งใจคัดเลือกคนมาร่วมระบบอย่างยิ่ง พวกเขามองหาคนที่มีความเปราะบางในการใช้ชีวิต เพราะคนกลุ่มนี้ถูกทำให้ “เหมือนจะเต็มใจ” ได้ง่าย… ในสายตาของคนนอก

ในมุมจิตสังคม ความเปราะบางไม่ใช่ความอ่อนแอ แต่มันคือช่วงจังหวะของชีวิตที่แรงกดดันสูงกว่าปกติ และนั่นคือจังหวะที่ระบบอาชญากรรมเลือกจะยื่นมือเข้ามา เพราะเมื่อความหวังกับความจำเป็นทับซ้อนกัน เส้นแบ่งระหว่าง “งานหนึ่ง” กับ “งานที่ควรถามให้มากกว่านี้” จะบางลงอย่างเงียบ ๆ

การเข้าใจตรงนี้ไม่ใช่เพื่อโทษคนที่ก้าวเข้าไป แต่เพื่อเห็นว่า อุตสาหกรรมสแกมเติบโตได้เพราะมันอ่านบริบทชีวิตคนเก่ง และเจาะเข้าไปตรงจุดที่มนุษย์ทุกคน … ไม่วันใดก็วันหนึ่ง อาจเปราะบางได้พอ ๆ กัน

  1.  Nguyen, Hung, et al. “What Do We Know About Human Trafficking and Scam Compounds in Southeast Asia (2020–2025)? A Qualitative Meta-Synthesis of Coercive Deviant Enterprises.” Deviant Behavior (2025).https://doi.org/10.1080/01639625.2025.2604138. ↩︎
  2.  Nabi Asia. 2026. “Everyone Does It: How Scam Culture Gets Normalized in Communities (Mind Trap 3: Normalization).” Psychology of Scams. March 2, 2026. https://www.nabiasia.org/2026/03/psy/88/. ↩︎