หลายคนชอบจินตนาการว่า คนที่ตัดสินใจเข้าไปทำงานสแกมเมอร์เริ่มจากการตื่นเช้ามาแล้วพูดกับตัวเองว่า “เอาล่ะ ฉันจะเป็นสแกมเมอร์ให้ได้เลย” แต่ความจริงมันไม่ดราม่าขนาดนั้น และไม่ได้แยกชัดเป็นสีขาวสีดำอย่างที่เราเชื่อ… และนั่นแหละคือสิ่งที่น่ากลัว
ทฤษฎี “หลักฐานทางสังคม” (Social Proof) ชี้ว่า เมื่อพฤติกรรมใดถูกเห็นบ่อย ๆ สมองจะเริ่มตีความว่ามันคือ “ความปกติ”
สำหรับคนจำนวนหนึ่ง โดยเฉพาะคนที่ไม่ได้ถูกบังคับ แต่ “เหมือนจะตั้งใจเข้าไปเอง” การเข้าสู่เส้นทางนี้ไม่ได้เริ่มจากคำชวนว่า “มาเป็นแสกมเมอร์กันไหม” แต่มันมีวิธีเชิญชวนที่แนบเนียนผ่านการ “ทำให้เห็นว่าปกติ” ซึ่งพอเราเลิกสงสัย สมองจะเริ่มถามว่า “คนอื่นทำกันไหม”1 โดยสถานการณ์ด้านล่างนี้เป็นสถานการณ์ตัวอย่าง ที่อาจเกิดขึ้นในพื้นที่ใดพื้นที่หนึ่งของสังคม โดยไม่มีใครในเรื่องนี้พูดคำว่า “สแกมเมอร์” ขึ้นมาเลย2
- อ้างอิงจากคนที่ดูคล้ายเรา
นึกภาพว่าบริษัทที่คุณทำงานอยู่ปิดตัวลง คุณกลับไปอยู่บ้านพ่อแม่ชั่วคราวระหว่างหางานใหม่ จนวันหนึ่ง ครอบครัวของคุณเริ่มพูดถึงลูกข้างบ้านที่ไปทำงานต่างประเทศได้ไม่นานแล้วมีเงินสร้างบ้านให้พ่อแม่ ลึกๆ คุณแอบรู้สึกว่า เพื่อนคนนั้นไม่ได้เก่งหรือดีเด่นไปกว่าคุณสักเท่าไหร่ การมีตัวอย่างของคนที่คล้ายๆ กับตัวเอง ช่วยหล่อหลอมให้เกิดความเชื่อว่า “หรือเราก็น่าจะทำแบบนั้นได้”
- ทำรางวัลให้เห็นตรงหน้า
ต่อมา โอกาสได้กินเลี้ยงกันในงานของหมู่บ้าน เพื่อนคนนั้นนอกจากจะทำบ้านให้พ่อแม่แล้ว ยังเลี้ยงอาหารเพื่อนๆ ทั้งโต๊ะด้วยเพราะไม่ได้เจอกันมาหลายปี คุณได้เรียนรู้ว่าเพื่อนคนนั้นไปทำงานบริการลูกค้าออนไลน์ให้กับบริษัทเทค เขาบอกคุณว่า ถ้าตอนนั้นไม่ลองออกนอกคอมฟอร์ตโซน หรือไม่ยอมเสี่ยงดู ชีวิตก็คงไม่เปลี่ยนไปขนาดนี้
- หาความชอบธรรม
คุณตะหงิดๆ ในใจนิดหน่อย ว่างานนั้นอาจมีอะไรไม่ชอบมาพากล คุณตัดสินใจใช้เวลาส่วนตัวตอนที่อยู่กันสองคนถามเพื่อนตรงๆ ว่าเป็นงานสีเทาไหม โดยเพื่อนคนนั้นก็ตอบอย่างเปิดใจว่า “เป็นแพลตฟอร์มคริปโต แต่ในทางปฏิบัติคนก็เข้าไปเก็งกำไรกันคล้ายๆ บ่อน ไม่ได้เทาขนาดนั้น แต่ก็ไม่ใช่เว็บที่ได้รับการรับรองตามกฎหมาย” คุณแอบอึ้งนิดหน่อยที่เพื่อนดูตอบตรง แต่ก็โล่งใจที่เพื่อนเราไม่ใช่แก๊งคอลเซ็นเตอร์แบบในข่าว
เพื่อนคนนั้นยังบอกอีกว่า “บริษัทฯ เน้นผลงานมากกว่าวุฒิการศึกษา ไปถึงก็มีคนสอนงาน ถ้าผลงานดีก็เงินดี ถ้ายังทำแบบเดิมๆ คงมาไม่ไกลเท่านี้”
- ทำเป็นล่ำเป็นสัน
แรกๆ คุณยังไม่สนใจไปทำงานกับเพื่อน แต่เมื่ออยู่ในสภาพแวดล้อมเหล่านี้ไปนานๆ หรือเห็นว่ามีคนอื่นกลับมาช่วยยืนยันว่า “ความสำเร็จ” แบบนี้มีอยู่จริงๆ แถมผู้ใหญ่ในชุมชนก็ยอมรับ จากที่คุณกังขาว่า “เขาทำงานอะไร” จะค่อยๆ เปลี่ยนเป็น “งานยากหรือเสี่ยงแค่ไหน” และนำไปสู่การถามว่า “คุ้มมั้ยที่จะลองดู”
สแกมเมอร์ตั้งใจคัดเลือกคนมาร่วมระบบอย่างยิ่ง พวกเขามองหาคนที่มีความเปราะบางในการใช้ชีวิต เพราะคนกลุ่มนี้ถูกทำให้ “เหมือนจะเต็มใจ” ได้ง่าย… ในสายตาของคนนอก
ในมุมจิตสังคม ความเปราะบางไม่ใช่ความอ่อนแอ แต่มันคือช่วงจังหวะของชีวิตที่แรงกดดันสูงกว่าปกติ และนั่นคือจังหวะที่ระบบอาชญากรรมเลือกจะยื่นมือเข้ามา เพราะเมื่อความหวังกับความจำเป็นทับซ้อนกัน เส้นแบ่งระหว่าง “งานหนึ่ง” กับ “งานที่ควรถามให้มากกว่านี้” จะบางลงอย่างเงียบ ๆ
การเข้าใจตรงนี้ไม่ใช่เพื่อโทษคนที่ก้าวเข้าไป แต่เพื่อเห็นว่า อุตสาหกรรมสแกมเติบโตได้เพราะมันอ่านบริบทชีวิตคนเก่ง และเจาะเข้าไปตรงจุดที่มนุษย์ทุกคน … ไม่วันใดก็วันหนึ่ง อาจเปราะบางได้พอ ๆ กัน
- Nguyen, Hung, et al. “What Do We Know About Human Trafficking and Scam Compounds in Southeast Asia (2020–2025)? A Qualitative Meta-Synthesis of Coercive Deviant Enterprises.” Deviant Behavior (2025).https://doi.org/10.1080/01639625.2025.2604138. ↩︎
- Nabi Asia. 2026. “Everyone Does It: How Scam Culture Gets Normalized in Communities (Mind Trap 3: Normalization).” Psychology of Scams. March 2, 2026. https://www.nabiasia.org/2026/03/psy/88/. ↩︎